แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 1 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ 1 แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

ดนตรีไทยกับวัยรุ่นไทย

ดนตรีไทยกับวัยรุ่นไทย
ดนตรีไทยหลายท่านคิดคล้ายกันว่าเป็นเรื่องล้าสมัย เป็นเพียงเครื่องประกอบในงานพิธี หรือเป็นเอกสิทธิ์ความบันเทิงของคนรุ่นเก่าที่เข้ากันได้ยากกับดนตรีสากลตามรูปแบบของอารยธรรมตะวันตก แม้กระแสโลกาภิวัตน์จะเป็นเหตุให้วัฒนธรรมตะวันตกหลั่งไหลเข้าสู่สังคมไทยอย่างไร้ขีดจำกัด พฤติกรรมการบริโภคดนตรีของคนส่วนใหญ่เปลี่ยนไป
บางคนอาจคิดว่าดนตรีไทยเปรียบเสมือนวัฒนธรรมที่ (ใกล้) ตายแล้วก็ตาม



ที่มา:http://swis-acn.acn.ac.th/html_edu/cgi-bin/acn/main_php/print_informed.php?id_count_inform=223

วัฒนธรรมชาตินิยมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทย

วัฒนธรรมชาตินิยมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมไทย
ด้วยลักษณะของอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่แฝงมาในรูป ต่างๆ ตามสื่อมวลชนภาพยนตร์ ซึ่งเราบริโภคอยู่จนคิดว่าเป็นวัฒนธรรมสากล จนหลงไปว่าเป็นอารยะธรรม จนทำให้เราหลงลืมภูมิปัญญาดั้งเดิมที่ดีงามไป และมีอิทธิพลต่อวิธีคิดวิธีทำงานของพวกเราเป็นอย่างมาก จนยากที่จะถอนออกไปได้

ตัวอย่างวัฒนธรรมตะวันตกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทยที่สำคัญมีดังนี้
1. ด้านการทหาร เป็นวัฒนธรรมตะวันตกแรก ๆ ที่คนไทยรับมาตั้งแต่อยุธยา โดยซื้ออาวุธปืนมาใช้ มีการสร้างป้อมปราการตามแบบตะวันตก เช่น ป้อมวิไชยประสิทธิ์ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ออกแบบโดยวิศวกรชาวฝรั่งเศส ในสมัยรัตนโกสินทร์มีการจ้างชาวอังกฤษเข้ามารับราชการเพื่อทำหน้าที่ให้คำ ปรึกษาด้านการทหาร มีการตั้งโรงเรียนนายร้อย การฝึกหัดทหารแบบตะวันตก
2. ด้านการศึกษา ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีชนชั้นนำจำนวนหนึ่ง เช่น พระอนุชาและขุนนางได้เรียนภาษาอังกฤษและวิทยาการตะวันตก ในสมัยรัชกาลที่ 4 ทรงจ้างครูต่างชาติมาสอนภาษาอังกฤษและความรู้แบบตะวันตกในราชสำนัก
ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการตั้งโรงเรียนแผนใหม่ ตั้งกระทรวงธรรมการขึ้นมาจัดการศึกษาแบบใหม่ ทรงส่งพระราชโอรสและนักเรียนไทยไปศึกษาที่ประเทศต่าง ๆ เช่น โรงเรียนแพทย์ โรงเรียนกฎหมาย ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีพระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับและการตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
3. ด้านวิทยาการ เช่น ความรู้ทางด้านดาราศาสตร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงใช้ความรู้ทางดาราศาสตร์จนสามารถ คำนวณการเกิดสุริยุปราคาได้อย่างถูกต้อง ความรู้ทางการแพทย์สมัยใหม่ ซึ่งเริ่มในสมัยรัชกาลที่ 3 ในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการจัดตั้งโรงพยาบาล โรงเรียนฝึกหัดแพทย์และพยาบาล ความรู้ทางการแพทย์แบบตะวันตกนี้ได้เป็นพื้นฐานทางการแพทย์และสาธารณสุขไทย ในปัจจุบัน
4. ด้านแนวคิดแบบตะวันตก การศึกษาแบบตะวันตกทำให้แนวคิดทางการปกครอง เช่นประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สาธารณรัฐแพร่เข้ามาในไทย และมีความต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง นอกจากนี้ วรรณกรรมตะวันตกจำนวนมากก็ได้มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนรูปแบบการประพันธ์ จากร้อยกรองเป็นร้อยแก้ว และการสร้างแนวคิดใหม่ ๆ ในสังคมไทย เช่น การเข้าใจวรรณกรรมรูปแบบนวนิยาย เช่น งานเขียนของดอกไม้สด ศรีบูรพา

5. ด้านวิถีการดำเนินชีวิต การรับวัฒนธรรมตะวันตกและสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ มาใช้ ทำให้วิถีการดำเนินชีวิตของคนไทยแบบเดิมเปลี่ยนแปลงไป เช่น การใช้ช้อนส้อมรับประทานอาหารแทนการใช้มือ การนั่งเก้าอี้แทนการนั่งพื้น การใช้เครื่องแต่งกายแบบตะวันตกหรือปรับจากตะวันตก การปลูกสร้างพระราชวัง อาคารบ้านเรือนแบบตะวันตก ตลอดจนนำกีฬาของชาวตะวันตก เช่น ฟุตบอล กอล์ฟ เข้ามาเผยแพร่ เป็นต้น


ที่มา:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=greenbangle&month=09-2011&date=07&group=1&gblog=1

วัฒนธรรมตะวันออกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย

วัฒนธรรมตะวันออกที่มีอิทธิพลต่อสังคมไทย
อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกต่อสังคมไทยมีมาตั้งแต่ก่อนการตั้งอาณาจักรของคน ไทย เช่น สุโขทัย ล้านนา ซึ่งมีทั้งวัฒนธรรมที่รับจากอินเดีย จีน เปอร์เซีย เพื่อนบ้าน เช่น เขมร มอญ พม่า โดยผ่านการติดต่อค้าขาย การรับราชการของชาวต่างชาติ การทูต และการทำสงคราม
สำหรับตัวอย่างอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันออกที่มีต่อสังคมไทยมีดังนี้
1. ด้านอักษรศาสตร์ เช่น ภาษาไทยที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นในสมัยสุโขทัยได้รับอิทธิพลจากภาษาขอม รับภาษาบาลี ภาษาสันสกฤตจากหลายทางทั้งผ่านพระพุทธศาสนา ผ่านศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จากอินเดีย เขมร นอกจากนี้ ในปัจจุบันภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ก็ได้มีอิทธิพลต่อสังคมไทย มากขึ้น
2. ด้านกฎหมาย มีการรับรากฐานกฎหมาย มีการรับรากฐานกฎหมายอินเดีย ได้แก่ คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ โดยรับผ่านมาจากหัวเมืองมอญอีกต่อหนึ่ง และกลายเป็นหลักของกฎหมายไทยสมัยอยุธยาและใช้มาถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น
3. ด้านศาสนา พระพุทธศาสนาเผยแผ่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ดังจะเห็นได้จากแว่นแคว้นโบราณ เช่น ทวารวดี หริภุญชัยได้นับถือพระพุทธศาสนา หรือสุโขทัย รับพระพุทธศาสนาจากนครศรีธรรมราชและได้ถ่ายทอดให้แก่อาณาจักรอื่น ๆ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตและการสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมของคนไทยตลอดมา นอกจากนี้ คนไทยยังได้รับอิทธิพลในการนับถือศาสนาอิสลามที่พ่อค้าชาวมุสลิมนำมาเผยแผ่ รวมทั้งคริสต์ศาสนาที่คณะมิชชันนารีนำเข้ามาเผยแผ่ในเมืองไทยนับตั้งแต่สมัย อยุธยาเป็นต้นมา
4. ด้านวรรณกรรม ในสมัยอยุธยาได้รับวรรณกรรมเรื่องรามเกรียรติ์ มาจากเรื่องรามายณะของอินเดีย เรื่องอิเหนาจากชวา ในสมัยรัตนโกสินทร์ได้มีการแปลวรรณกรรมจีน เช่น สามก๊ก ไซอิ๋ว วรรณกรรมของชาติอื่น ๆ เช่น ราชาธิราชของชาวมอญ อาหรับราตรีของเปอร์เซีย เป็นต้น
5. ด้านศิลปวิทยาการ เช่น เชื่อกันว่าชาวสุโขทัยได้รับวิธีการทำเครื่องสังคมโลกมาจากช่างชาวจีน รวมทั้งรูปแบบสถาปัตยกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนาจากอินเดีย ศรีลังกา
6. ด้วยวิถีการดำเนินชีวิต เช่น คนไทยสมัยก่อนนิยมกินหมากพลู รับวิธีการปรุงอาหารที่ใส่เครื่องแกง เครื่องเทศจากอินเดีย รับวิธีการปรุงอาหารแบบผัด การใช้กระทะ การใช้น้ำมันจากจีน ในด้านการแต่งกาย คนไทยสมัยก่อนนุ่งโจงกระเบนแบบชาวอินเดีย เป็นต้น



ที่มา:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=greenbangle&month=09-2011&date=07&group=1&gblog=1

อิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติในสังคม

อิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติในสังคม แยกเป็นด้านต่าง ๆ นี้
1. ทางการศึกษา วัฒนธรรมขอมอินเดีย เข้ามามีอิทธิพลในสมัยสุโขทัยและกรุงศรีอยุธยา
- ภาษาตะวันตก เริ่มเข้าสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อร้อยเอกเจมส์ โลว์ ชาวอังกฤษคิดตัวพิมพ์ภาษาไทยได้สำเร็จ
- รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการปฎิรูปการศึกษาและสังคม มีการตั้งกระทรวงธรรมการ เริ่มมีการจัดการศึกษาแบบตะวันตกตั้งแต่นั้นมา
- ปัจจุบันระบบการศึกษาของไทยยึดหลักแนวทางจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทั้งด้านปรัชญาการศึกษา เนื้อหา และกระบวนการเรียนการสอน ส่วนวิทยาการสมัยใหม่ ในวงการศึกษาของไทยรับมาจาก ตะวันตกเป็นส่วนใหญ่
2. ทางการเมือง
- สมัยสุโขทัยการปกครองเป็นแบบพ่อปกครองลูก
- สมัยกรุงศรีอยุธยา รับอิทธิพลจากขอมและอินเดีย เป็นแบบลัทธิเทวราช กษัตริย์ เป็นสมมติเทพ (ข้ากับเจ้า บ่าวกับนาย)
- สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เริ่มมีสภาที่ปรึกษา นับเป็นการเริ่มเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตย จนกระทั่งปีพ.ศ. 2475 จึงเป็นประชาธิปไตยโดยแท้จริง ซึ่งได้รับอิทธิพลจากประเทศในยุโรป
3. ทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจเป็นแบบเสรีนิยม หรือทุนนิยม ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกมากที่สุด
4. ทางสังคมและวัฒนธรรม อิทธิพลจากต่างชาติทำให้วิถีชีวิตคนไทยเปลี่ยนแปลงไป ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เห็นอกเห็นใจมีความอบอุ่นน้อยลง มีการชิงดีชิงเด่น ความสัมพันธ์เปลี่ยนเป็นแบบ ทุติยภูมิ

ที่มา:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=greenbangle&month=09-2011&date=07&group=1&gblog=1

อิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติที่มีต่อสังคมไทย

อิทธิพลของวัฒนธรรมต่างชาติที่มีต่อสังคมไทย

วัฒนธรรมไทยมีรากฐานมาจากพุทธศาสนา เป็นมรดกอันล้ำค่าของคนไทยทุกคนที่สะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนไทย ถือเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงความเป็นชาติไทยที่แตกต่างจากชาติอื่น มีลักษณะเฉพาะที่แสดงชี้ชัดถึงความเป็นไทย เช่น ภาษา ขนบธรรมเนียมประเพณีที่แสดงออกมาทางพิธีกรรม ศิลปะแขนงต่างๆ บุคลิกภาพของคนไทยที่รักสงบ อ่อนน้อมถ่อมตน มีน้ำใจ จนได้รับความชื่นชมจากต่างชาติ ถึงแม้วัฒนธรรมไทยจะมีการผสมผสานกับวัฒนธรรมต่างชาติตั้งแต่อดีตจนถึง ปัจจุบัน แต่ก็ได้เลือกสรรเอาสิ่งที่ดีมาใช้ให้เข้ากับวัฒนธรรมไทย ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชาติที่มีพระมหากษัตริย์ ศาสนา ศิลปกรรม ภาษา อาหาร การแต่งกาย ฯลฯ ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

ปัจจัยที่มีผลต่อวัฒนธรรม

ปัจจัยที่เกื้อหนุนวัฒนธรรม
1. สอดคล้องหรือเข้ากับความประพฤติที่มีอยู่เดิม
2. อิทธิพลของศาสนา คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ดังนั้น พระพุทธศาสนาจึงมีอิทธิพลต่อคนไทยมาก
3. การเห็นคุณประโยชน์ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่าทำแล้วได้ประโยชน์ ประชาชนจะรักษาและปฏิบัติตามวัฒนธรรมนั้นๆ
4. กลุ่มผลประโยชน์ เป็นกลุ่มที่ต้องรักษาวัฒนธรรมของตน บุคคลเหล่านี้เห็นว่าวัฒนธรรมไทยเป็นของดีอยู่แล้ว จึงพยายามส่งเสริมและคัดค้านการเปลี่ยนแปลงใดๆที่ทำลายวัฒนธรรมที่ตนเห็นว่าดี และจะสนับสนุนส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้วัฒนธรรมที่ตนส่งเสริมนั้นดีขึ้น

5. ตัวแทนของวัฒนธรรม
6. สภาพทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจรุ่งเรือง ไม่ขาดแคลน คนจะมีจิตใจสบาย ความปกติสุขจะเกิดขึ้น คนจะอยู่อย่างสงบหรือพยายามอยู่ให้ดีขึ้น โดยสิ่งใดดีมักจะรับไว้วัฒนธรรมจึงดำรงอยู่ได้ และอาจมีวัฒนธรรมที่ใหม่และดียิ่งขึ้น


ปัจจัยที่บั่นทอนวัฒนธรรม
1. ความรู้สึกหรืออารมณ์ เป็นความรู้สึกผูกพันกับสิ่งเก่าๆ ความเคยชิน
2. กลุ่มผลประโยชน์ เป็นกลุ่มที่ต่อต้านวัฒนธรรมใดก็ตามที่ทำให้ตนเสียผลประโยชน์
3. ทัศนคติ หรือเจตคติ แม้จะเห็นว่าวัฒนธรรมนั้นดี แต่ไม่เต็มใจรับเพราะเห็นว่ายุ่งยากลำบากหรือไม่คุ้นเคย
4. การไม่เห็นคุณประโยชน์ของวัฒนธรรม เพราะไม่เห็นผลทันตา
5. ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี
6. สภาพทางเศรษฐกิจ สภาพความแร้นแค้นยากจนก่อให้เกิดปัญหาเสื่อมโทรมทางด้านศีลธรรม



ที่มา:http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=greenbangle&month=09-2011&date=07&group=1&gblog=1

การบริโภคอาหารของวัยรุ่น

การบริโภคอาหารของวัยรุ่น
10 อันดับขนมที่วัยรุ่นนิยมรับประทาน
1.       เมนูมันฝรั่ง  มันฝรั่งทอดเป็นของกินเล่นที่คนไทยคุ้นลิ้นมานาน ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็เทใจให้มันฝรั่งทอดกันหมด และมันฝรั่งเองก็เป็นวัตถุดิบที่นำมาทำเป็นอาหารว่างได้หลายแนว

2.       แซนด์วิช  หลายคนเลือกแซนด์วิชเป็นเมนูอิ่มท้องแทบทุกวัน โดยเฉพาะหากขายตั้งแต่เช้าตรู่ได้ และมีแซนด์วิชหลาย ๆ แบบให้ลูกค้าเลือก โดยเมนูแซนด์วิชก็มีส่วนประกอบไม่ซับซ้อน วิธีทำก็ไม่ยุ่งยาก ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์เยอะ และที่สำคัญไม่เน้นฝีมือการทำอาหารเท่าไร เพราะเรามีตัวช่วยเป็นแซนด์วิชเบรดนั่นเอง ดังนั้นเน้นแค่ความสด สะอาดของวัตถุดิบก็น่าจะพอได้ 

3.       ขนมปังปิ้ง  ยังวนอยู่กับเมนูขนมปัง เพราะต้องยอมรับจริง ๆ ว่าความหอมกรุ่นและเนื้อนุ่ม ๆ ของขนมปังเรียกลูกค้าได้ดีไม่แพ้อาหารคาว โดยเฉพาะหากเป็นเมนูขนมปังปิ้ง กลิ่นหอมของเนย นม และยีสต์

4.       แฮมเบอร์เกอร์ดำต้องขอบอกเลยว่าเมนูนี้มันได้มาจากฝั่งญี่ปุ่นนู้น!! ที่หันมาทำอะไรแปลกๆต้อนรับวันฮาโลวีนอย่างการทำให้แฮมเบอร์เกอร์กลายเป็นสีดำ ซึ่งแน่นอนว่าพี่ไทยก็ไม่พลาดเอามาลองทำดูบ้าง และด้วยความที่คนไทยเห็นอะไรแปลกๆใหม่ๆไม่ได้ ต้องไปลองชิมลอง

5.       ซาลาเปาลาวาเมนูนี้เริ่มมาจากที่เราไปกินมาจากต่างประเทศก่อน แล้วจู่ๆมันก็แพร่ขยายมายังบ้านเรา และแน่นอนด้วยนิสัยการเห่อของใหม่ ก็ทำเอาซาลาเปาลาวาดังเป็นพลุแตกภายในไม่ถึงเดือน ด้วยจุดขายคือการบิซาลาเปาออกมา และข้างในจะเป็นไส้(หวาน)ย้อยๆออกมาชวนน่ากิน

6.       วาฟเฟิลปลาสอดไส้ไอศกรีมโยเกิร์ตมาถึงขนมที่กำลังเป็นที่ฮอตฮิตในขณะนี่ ที่เพิ่งมาเปิดขายในบ้านเราได้ไม่นาน นั่นก็คือร้าน Cafe Aboong ที่ส่งตรงมาจากเกาหลีนั่นเอง ด้วยความที่รวมของอร่อยไว้ถึง 3 อย่าง ทั้งวาฟเฟิลรูปปลาตัวโต ไส้คัสตาร์ดหรือถั่วแดง และซอฟท์ครีมรสโยเกิร์ต

7.       มาการองเป็นขนมที่ไม่รู้ใครเรียกผิดเรียกถูกยังไงแหละ ด้วยความที่มันบินมาไกลจากฝรั่งเศสจึงไม่น่าแปลกที่ชื่อมันจะออกเสียงลำบากสักหน่อย แต่เรื่องการออกเสียงนี่ไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นมันอยู่ที่เจ้าขนมสุดหวานเนี่ยฮิตติดตลาดจนกระทั่งมีขายแทบจะทุกที่ตั้งแต่ราคาแพงสุดๆ 

8.       ขนมโมจิคือขนมเทศกาลปีใหม่ของชาวญี่ปุ่นที่เอาแป้งข้าวเหนียว หรือข้าวญี่ปุ่นชนิดหนึ่ง มาทำ ซึ่งเป็นข้าวที่มีโปรตีนสูงกว่าข้าวทั่วไป ส่วนในบ้านเราก็จะมีโมจิสูตรที่อาจไม่ใช่ต้นตำรับแต่ก็อร่อยเหมือนกันกับสารพัดไส้ตามร้านขนมหวานและร้านอาหารญี่ปุ่น รวมถึงร้านของฝาก จนขนมโมจิของญี่ปุ่นได้กลายมาเป็นขนมหวานของฝากจากจังหวัดนครสวรรค์ไปเรียบร้อยแล้ว

9.       คุกกี้ในกล่องตามซูเปอร์มาร์เก็ตที่มักกลายมาเป็นของฝาก ของขวัญวันปีใหม่ที่ท้อปฮิตมาหลายสิบปีในบ้านเรา รสนมเนยและความร่วนของคุกกี้คือเสน่ห์ในความอร่อยอันคลาสสิค นี่ก็อีกค่ะที่ต้องทานร่วมกับกาแฟสักแก้วแล้วจะหยุดไม่ได้ 

10.    ขนมหวานที่แทบจะกลายเป็นขนมไทยไปแล้ว เพราะมีชาวอินเดีย หรือแขกจากประเทศละแวกชาวแขกเข้ามาทำมาหากินในบ้านเรายาวนาน โดยอาชีพสุดฮิตของพวกเขาก็คือ รถเข็นขายโรตี จากเมื่อก่อนที่มีแค่ไส่ไข่หรือไม่ใส่ไข่ แล้วโรยหน้าด้วยนมข้นหวานกับน้ำตาล มาถึงปัจจุบัน โรตีสารพัดรสชาติที่เลือกสรรค์ได้ ทำให้ขนมหวานคลาสสิคข้างทางกลายมาเป็นขนมหวานมากออฟชั่นพอ ๆ กับเครปหวานตามห้างสรรพสินค้า ส่วนความอร่อยก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันด้วยซ้ำ 




ที่มา:http://www.tnews.co.th/html/content/122867/
        http://www.cosmenet.in.th
        http://money.kapook.com/view130043.html

วัยรุ่นไทยกันแบรนด์เนม

วัยรุ่นไทยกับแบรนด์เนม
                   ปัญหาค่านิยมแบบบริโภคนิยมอย่างฟุ่มเฟือยในกลุ่มเด็กและเยาวชนไทย ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง เพราะวัยรุ่นส่วนใหญ่ชอบที่จะใช้ของแบรนด์เนมแต่ไม่มีรายได้เป็นของตัวเองเพราะคิดว่าการที่มีสินค้าแบนรนด์เนมใช้เป็นการบ่งบอกฐานนะทางสังคมไปอีกทางหนึ่งเช่นเดียวกัน แต่ ก็มีส่วนน้อยของคนในสังคมเท่านั้นที่ เป็นบริโภคนิยม ดังนั้น คนอีกกลุ่มหนึ่งจึงต้องเข้าไปพึ่งพาสินค้าเลียนแบบ และสินค้ามือสองกัน เพราะนอกจากจะไม่สามารถเลือกซื้อสินค้าได้เพราะราคาแพงแล้ว  สินค้าบางอย่างก็ไม่เหมาะสำหรับเขาเหล่านั้น การที่มีสินค้าเลียนแบบจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและเป็นที่นิยมของวัยรุ่นไทยเป็นอย่างมากอย่างไรก็ตามท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลาย เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาของวัยรุ่นก็คือ ภาพสะท้อนของปัญหาสังคมไทยนั่นเอง





ที่มา:http://sd-group2.blogspot.com/2012/12/53241691.html

ค่านิยมทางเพศ

ค่านิยมทางเพศ
                  การเลียนแบบวัฒนธรรมตะวันตกไม่ว่าจากสื่อโทรทัศน์ ภาพยนตร์ หนังสือ หรืออินเตอร์เน็ตก็ตาม ได้ทำให้ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี วัฒนธรรมที่ดีงามของสังคมไทยเปลี่ยนไป ซึ่งวัฒนธรรมบางอย่างส่งผลดี เช่น การกล้าแสดงความคิดเห็น ความขยัน และความทุ่มเทให้กับงาน การมองโลกในแง่บวก การมีแนวคิดที่ดีต่างๆ เป็นต้น ในขณะที่วัฒนธรรมบางอย่างกลายเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย จากพฤติกรรมวัยรุ่น เช่น เสรีภาพในการคบเพื่อนต่างเพศ ซึ่งบางครั้งมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ การถูกเนื้อต้องตัวระหว่างชายกับหญิงมีมากขึ้น พฤติกรรมการแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ เช่น การโอบกอด การแต่งกายที่ล่อแหลม กิริยามารยาทที่ไม่เรียบร้อย การแสดงออกอย่างเปิดเผยในเรื่องเพศ หรือการที่วัยรุ่นหญิงบางคนตามจีบผู้ชาย เป็นต้น
                อิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกที่มีต่อพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในสังคมไทย พอจะสรุปได้ดังนี้
1. ปัญหาเรื่องเพศ เช่น การคบเพื่อนต่างเพศอย่างไม่เหมาะสม การออกเที่ยวกลางคืนกับเพื่อนต่างเพศ การแต่งกายดึงดูดเพศตรงข้าม เปิดเผยให้เห็นของสงวนมากเกินไป การมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน เป็นต้น  
2.ปัญหาสังคม เช่น การมั่วสุมกันในสถานเริงรมย์ การตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร การทำแท้ง การใช้สารเสพติด เป็นต้น
ดังนั้น เมื่อไม่อาจสกัดกั้นวัฒนธรรมต่างๆ ที่แพร่กระจายเข้ามาได้ จึงควรเลือกและสร้างค่านิยมในเรื่องเพศที่เหมาะสมกับสภาพสังคมไทย เช่น ลด ละ เลิก การเที่ยวสถานบริการทางเพศ ไม่สำส่อนทางเพศ ไม่คบเพื่อนต่างเพศโดยไม่เลือกหน้า ฝ่ายชายแสดงความเป็นสุภาพบุรุษให้เกียรติไม่ล่วงเกินสุภาพสตรี เป็นต้น






ที่มา:http://www.baanjomyut.com/library_3/extension-1/sexual_value/02.html

การแต่งกายของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน

การแต่งกายของวัยรุ่นไทยในปัจจุบัน
การแต่งตัวของเด็กไทยมีอยู่มากมายหลายแนวมากขึ้น มีความหลากหลายทางเทรนด์ให้เด็กไทยเราได้เอาตัวตนเข้าไปอิงในเทรนด์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการ รับอิทธิพลการแต่งตัวมาจากฝั่งตะวันตก และฝั่งตะวันออก  ทำให้เด็กไทยมีทางเลือกในการแต่งตัวที่มากขึ้น บางคนชอบแนวทางแต่งตัวจากฝั่งตะวันตก ก็จะแต่งตัวตามแบบตะวันตก บางคนชอบแนวทางแต่งตัวจากฝั่งตะวันออก ก็จะแต่งตัวตามแบบตะวันออก

การแต่งกายของวัยรุ่นในปัจจุบัน ถูกมองว่าน่าเกลียด ฝ่าฝืนจารีตประเพณี โดยเฉพาะการแต่งกายของวัยรุ่นหญิงที่นุ่งประโปรงสั้น ใส่เสื้อรัดรูป เกาะอก วัยรุ่นชายทำสีผม เจาะหู เจาะลิ้น เจาะคิ้ว ลักษณะการแต่งกายเหล่านี้อาจดูประหลาด ขัดหูขัดตาผู้ใหญ่ หลายคนอาจถามว่าวัยรุ่นไทยแต่งตัวเหมาะสมหรือไม่ ถูกกาลเทศะหรือไม่ เลียนแบบตะวันตกหรือไม่ ทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ซึ่งเป็นการยอมรับวัฒนธรรมที่ผิดๆ  ของชาวต่างชาติเข้ามา  ในปัจจุบันเป็นปัญหาระดับชาติที่เราจะต้องนำมาคิดและพิจารณาว่าจะแก้ไขปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร  เยาวชนคือผู้ที่จะต้องรักษาวัฒนธรรมสืบต่อไป  จะเป็นอย่างไรถ้าเรารับแต่วัฒนธรรมที่ผิด  และลืมวัฒนธรรมของไทยเราเอง






ที่มา:http://mmookiiz.blogspot.com/2011/12/blog-post.html

ความหมายของค่านิยม

ความหมายของค่านิยม
         ค่านิยม เป็นแนวความคิด ความเชื่อ เป็นอุดมการณ์ เป็นความต้องการของกลุ่มคนในสังคม ซึ่งยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ดี มีคุณค่าควรแก่การนำไปเป็นแนวทางในการปฏิบัติ เป็นกรอบของการดำเนินชีวิตเพื่อประโยชน์สุขของตนเองและส่วนรวม ทั้งนี้ อยู่ในดุลยพินิจของตนเอง เพราะจะมีค่านิยมที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์ควบคู่กับไปแต่ละสังคม 
                สังคมปัจจุบันเป็นสังคมแนวดิ่ง เป็นสังคมแบบกระแสน้ำไหล คนในสังคมส่วนมากมักจะตามกระแสนิยม เพราะมีหลายเหตุผลด้วยกันบางคนอาจจะตามกระแสนิยมเพราะชื่นชอบประเภทเดียวกัน หรือเห็นว่าเป็นแบบอย่างที่อยากจะทำตาม  ในสมัยปัจจุบันคนรุ่นใหม่มีการรับกระแสค่านิยมจากต่างประเทศในด้านต่าง ๆ มากมาย รับมาทั้งด้านดีและด้านเสีย ซึ่งค่านิยมของวัยรุ่นเกิดจากกระบวนการขัดเกลาทางสังคม และการอบรมบ่มนิสัยภายในครอบครัว แต่ละครอบครัวก็จะสอนค่านิยมที่แตกต่างกันไปหรืออาจคล้ายกัน  บางคนก็รับจากต่างประเทศเข้ามามากเกินไป จนลืมไปว่าวัฒนธรรมของตัวเองเป็นอย่างไร




ที่มา:http://www.dek-d.com/board/view/3048448/